วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

Graffiti


Graffiti

Graffiti
คำว่า Graffiti หมายถึง"ภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนหรือการขูดขีดไปบนผนัง" เป็นศัพท์ที่มาจากภาษากรีก คือคำว่า graphein ที่แปลว่า"การเขียน"และคำว่า "graffiti" โดยตัวของมันเองเป็นคำพหูพจน์ของคำว่า "graffito" ในภาษาอิตาเลียน

ความเป็นมาในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ถ้ำได้รู้จักวิธีการขีดเขียนลงบนผนังถ้ำแล้ว มันเป็นการสะท้อนถึงความต้องการของมนุษย์ในการสื่อสารและพิธีกรรม สำหรับ Graffiti ก็เป็นตัวแทนในการแสดงออกเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในการติดต่อสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง และ Graffiti ได้กลายเป็นพลังที่มีความโดดเด่นในชุมชนเมืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 "นักเขียน"(เป็นคำเรียกพวกที่ทำงาน Graffiti ว่า writer)ทั้งหลาย จะไม่เรียกงานของพวกเขาว่า Graffiti แต่จะเรียกว่า"งานเขียน". Graffiti เป็นศัพท์เฉพาะทางสังคมที่มีการพัฒนาขึ้นมาตามวัฒนธรรมในยุคทศวรรษที่ 70

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 - ถึงต้นทศวรรษที่ 1970 ในมหานครนิวยอร์ก มีปรากฏการณ์อันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาและเป็นที่รู้จักกันในชื่อของการเคลื่อนไหวของ hip hop Graffiti ซึ่งมีความซับซ้อนและมีวิธีการชั้นสูงในการคิดค้นการตีตราในทัศนะของชีวิตเมือง hip hop เป็นคำที่ประกอบด้วย rap, break-dance, และ graffiti เกิดขึ้นมาโดยการแสดงออกของชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนยากจน ดังนั้น hip hop จึงเป็นอีกวัฒนธรรมย่อยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ถึงแม้ว่า Graffiti จะเป็นองค์ประกอบที่ใช้เป็นตัวเชื่อมภายในทั้งหมดของ hip hop แต่มันยังสามารถศึกษาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมได้ด้วยเช่นเดียวกับ rap. Graffiti เกิดขึ้นด้วยพลังของตัวมันเอง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากมหานครนิวยอร์กและได้ส่งอิทธิพลต่อเมืองต่างๆในสหรัฐอเมริกา Graffiti สามารถถูกมองได้ในรูปแบบของศิลปะของการต่อต้านอำนาจทางกฎหมาย และในเวลาเดียวกัน ก็มีความหมายของการแสดงความรู้สึกและการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมย่อยของตัวมันเอง

จากการเกิดขึ้นมาของ Graffiti ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 - ต้นทศวรรษที่ 1970 มันได้ก่อกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 1980 ในตอนที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง Beat Streets, Wildstyle, Style Wars และนอกจากนี้ยังได้สร้างความน่าสนใจในรูปแบบของงานศิลปะประเภทหนึ่งในหนังสือเรื่อง Subway Art และ Spraycan Art ซึ่งในลอนดอนถือว่าเป็นที่แรกที่ได้มีการรับเอาและดัดแปลงรูปแบบของนิวยอร์กมาผสมผสานกับรูปแบบของตัวเอง

แต่ศิลปะ ทุกอย่าง มีขอบเขต ของความพอดี ..   มีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง ที่เราสามารนำมาประยุกต์ ให้เข้ากับ ปัจจุบัน ได้อย่าง สวยงาม ~

Melbourne Graffiti by ►CubaGallery, via Flickr

http://colinmcdermott.hubpages.com/hub/Graffiti-Characters

Grafiti

Melbourne, Australia

#2, Graffiti wasn't considered art during the Renaissance, but is considered art today. It's a way for someone to express feeling without actually speaking.

This is located on Hollywood and Western in LA. The background is done by Retna and the woman is done by Elmac

Charquipunk + Larobotdemadera -  Festival de arte urbano POLINIZA  9-13 mayo 2011  Universidad Politécnica de Valencia (Spain)

Art - Sao Paulo, Brazil,  Go To www.likegossip.com to get more Gossip News!

Graffiti in Melbourne, Australia.. .Unknown.. . #streetart


graphic designer


graphic designer


สมุมติว่าคุณต้องการประกาศหรือขายอะไรสักอย่าง ที่จะทำดูให้สนุกหรือชักชวนบางคนให้มาดู และอธิบายส่ิงที่ยากจะเข้าใจหรือสาธิตวิธีการใช้คุณต้องมีข้อความที่จะสื่อสาร คำถามคือ คุณจะส่งข้อความนั้นอย่างไร คุณอาจจะบอกกับคนอื่น ๆ ด้วยการประกาศทางวิทยุ หรือใช้เครื่องกระจายเสียง นั้นคือการสื่อสารที่ใช้โดยการพูด แต่ถ้าคุณใช้สือที่จะให้มองเห็นรูปลักษณ์ทั้งหมด ถ้าคุณทำโปสเตอร์ การพิมพ์จดหมาย ออกแบบโลโก้ให้กับธุรกิจ โฆษณาบนแมกกาซีน หรือ ปกอัลบัม แม้กระทั่งทำออกมาจากคอมพิวเตอร์ คุณกำลังใช้สื่อที่ทำ ให้มองเห็นด้วยตา นั้นแหละเรียกว่า กราฟฟิกดีไซน์
งานกราฟฟิกดีไซน์ที่ทำด้วยการวาด พิมพ์ ภาพถ่าย หรือภาพจากคอมพิวเตอร์ แต่สิ่งเหล่านั้นจะพบในรูปแบบของตัวอักษร ที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบหลากหลาย มักจะพบในเครดิตหนัง และ โฆษณาในทีวี ในหนังสือ แมกกาซีน และ เมนู และบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
นักออกแบบจะสร้าง เลือก และนำองค์ประกอบเหล่านั้นมารวมกัน ข้อความ รูปภาพแล้วส่ิ่งที่อยู่รอบ ๆ สิ่งเหล่านั้นถูกเรียกว่า พื้นที่ว่างสีขาว กราฟฟิกดีไซน์คือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจากสิ่งที่ง่าย ๆ อย่างกล่องใส่หมากฝรั่งจนไปถึงลายสกรีนบนเสื้อเชิ้ตที่คุณสวมใส่เป็นกราฟฟิกดีไซน์
อย่างที่ไม่เป็นทางการ การชักชวน การกระตุ้น เอกลักษณ์ การดึงดูดความสนใจ หรือการสรรหาความพึงพอใจ
กราฟฟิกดีไซน์คือกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ที่รวมเข้ากับงานศิลปะและเทคโนโลยีสู่สื่อความคิดสร้างสรรค์นักออกแบบที่ทำงานกับเครื่องมือสื่อสารที่หลากหลายจากสั่งที่จะถ่ายทอดข้อความจากลูกค้าถึงผู้ชมสื่งที่เป็นหลักสำคัญคือรูปและข้อความ
เรื่องของรูปภาพ
นักออกแบบได้พัฒนาภาพที่จะเป็นตัวแทนไอเดียของลูกค้าเหล่านั้นที่ต้องการให้สื่อออกไป ภาพสามารถทำให้ดูมีพลังในการสื่อสาร ไม่แสดงเพียงแต่ข้อมูลแต่รวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึก ผู้คนจะตอบสนองภาพที่เห็นด้วยความคิดส่วนตัวหรือความรู้สึกของพวกเค้า ความคิดที่เชื่องโยงและประสบการณ์ที่เคยได้รับตัวอย่างเช่น คุณรู้ว่าพริกเผ็ดก้อคือเผ็ด และนั้นก้อคือความรู้ที่ถูกนำมารวมเข้ากับภาพและถูกสร้างขึนด้วยที่มีความนัยแฝงอยู่ในกรณีของรากฐานของรูป ภาพจะต้องสื่อผ่่านไปถึงข้อความ มันเหล่านั้นอาจจะเป็น ภาพถ่าย ภาพสิ่งพิมพ์ ภาพวาด ภาพเพียงภาพเดียวมีคุณค่าและความหมายเพราะมันอาจจะสื่อคำพูดมาเป็นพัน ๆ คำ
เรื่องของข้้อความ
ในบางกรณี นักออกแบบต้องมั่นใจคำในการถ่ายทอดข้อมูล แต่เขาอาจจะใช้คำที่แตกต่างจาก ในทางของผู้เขียนโดยนักออกแบบจะมองว่าอะไรคือเป็นคำที่สำคัญของความหมาย รูปแบบในการมอง หรือ เทคนิคในการเรียงข้อความ(การออกแบบในการสื่อสาร หมายถึง คำที่พิมพ์ออกมา หรือ คำที่เขียนขึ้นมาเอง และมีหน้าที่ในการสื่อสารมากมาย โดยมันสามารถจับกลุ่มคำในโดยการจัดแต่ง บน แผ่นป้ายโฆษณาของคุณหรือตัวอักษรประดิษฐ์ขึ้น การระบุชื่อผลิตภัณฑ์บนหีบห่อสินค้า หรือ ธุรกิจการค้า และการออกแบบโดยการดำเนินรูปแบบต้นฉบับเกี่ยวกับการเรียง พิมพ์ที่ทำลงในหนังสือ นักออกแบบ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะมีการนำเสนอข้อมูลในรูปบบวิสัยทัศน์จาก การพิมพ์ หรือ แผ่นฟิลม์ , หีบห่อ หรือ เครื่องหมายเมื่อคุณมองโดยทั่วไป หน้ากระดาษที่ถูกพิมพ์จะมีขึ้นหัวข้อ ต่อเนื่องกันไป และ อะไรที่รวมถึงการออกแบบ เช่น หน้าตัวอย่างที่เห็นจากภายนอก คิดเกี่ยวกับ อะไรที่คุณทำ ถ้าคุณถามถึงการออกแบบหน้ากระดาษอีกครั้ง คุณต้องการเปลี่ยนรูปร่างหน้าลักษณะของตัวพิมพ์ชนิดต่าง ๆ ทั้งหมดหรือรูปแบบของขนาด หรือคุณต้องอะไรที่เกี่ยวกับการแบ่งหัวข้อ ใน สอง รูปแบบที่กระทัดรัดขึ้น ริมขอบกระดาษและช่องว่างคำระหว่างการจัดเป็นย่อหน้าและแนวเส้นบรรทัดใ คุณต้องการจัดยอ่หน้าให้มีช่องว่างของความย่อหน้า
ภาพและตัวอักษร
บ่อยครั้งที่นักออกแบบจะเอาภาพรวมเข้ากับคำที่จะสื่อออกไปเป็นข้อความของลูกค้าที่จะส่งให้กับคนอื่น ๆ พวกเค้าสำรวจงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นไปได้ที่จะใช้คำและภาพ มันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้ออกมาให้เหมาะสมระหว่างภาพและข้อตัวคำแต่ ต้องทำให้เห็นว่ามันจะต้องสมดุลกันให้มากที่สุดนักออกแบบต้องประสานกับลูกค้าและผู้ชมคนอื่น ๆ ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการออกแบบลูกค้าไม่เหมือนกับผู้ชม นักออกแบบต้องเรียนรู้โครงสร้างของข้อความเป็นอย่างไรแล้วจะเสนอมันยังไงให้ประสบความสำเร็จ
คนที่ทำงานกับลูกค้าที่เข้าใจเนื้อหาและจุดประสงค์ของข้อความ พวกเค้าจะร่วมมือด้วยการสำรวจตลาดและระบุความเข้าใจตามธรรมชาติของผู้ชม
สัญลักษณ์ โลโก้ และ ประเภทของโลโก้
สัญลักษณ์ คือ ตัวแทนของนามธรรม ที่ออกแบบมาเป็นเอกลักษณ์ นักออกแบบต้องมีวิสัยทัศน์ที่กระจ่างใสที่จะได้ออกแบบโลโก้ที่ซึ่งหมายถึงว่ามันจะถ่ายทอดข้อมูลถึงผู้ชมโดยตรง

Oh Deer! this combines two of the most popular design trends of the last 5 years or so: deer/antlers and planets/chemical elements and formulae, #welldone Graphic Design / this reminds me of a high fashion design, I'm drawn to these colors.
Mixed Graphic Design Inspiration | From up North Graphic design inspiration, posters and covers #design
“Salt and Light” by graphic designer Sel Thomson This is The Creatorial.    Photography, Fashion, Illustration and Design from The Creatorial's perspective.    All Photographs and Designs done by Shane Small unless stated otherwise.    Contact:  shane.small@gmail.com
#design Japanese Graphic Design
Best Graphic Design Collections: Olivetti Lettera 22 Advertising




วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

Graffiti ศิลปะการปลดปล่อยทางอารมณ์


Graffiti การปลดปล่อยทางอารมณ์
 
สืบเนื่องจากเมื่อคราวที่แล้วผมได้พาไปดูงานสตรีทอาร์ตเจ๋งๆ มาแล้ว คำถามคือมีหลายๆคนเหมือนกันที่ยังไม่รู้จักกับสตรีทอาร์ต สำหรับ ก้าว…รอ…ก้าว ฉบับนี้ผมจะแนะนำศิลปะข้างถนนที่เป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตให้รู้จักกัน นั่นก็คือ “Graffiti” ครับ
หากพูดถึง “Graffiti” ใครหลายคนอาจจะร้องยี้ เพราะงาน “Graffiti”นั้นไม่ใช่ศิลปะที่มีกลุ่มคนชั้นสูงให้ความยอมรับซักเท่าไหร่นัก บางคนอาจจะมองว่าเป็นศิลปะขยะ เป็นศิลปะที่ไว้สำหรับปลดปล่อยอารมณ์ของพวกวัยรุ่นขี้ยาเท่านั้น แต่สำหรับพวก Writer (นักเขียน) หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้สรรค์สร้างศิลปะบนผืนกำแพง บนท้องถนน บนรถเมล์ รถไฟ หรือที่ไหนๆ ก็ตามบนท้องถนน“Graffiti” ที่พวกเขารู้จักนั้น มันเป็นมากกว่าศิลปะครับ
เรามาค่อยๆ ทำความรู้จักกันนะครับ ว่า “Graffiti” คืออะไร สำหรับคำว่า “Graffiti” นั้นหมายถึง "ภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนหรือการขูดขีดไปบนผนัง" เป็นศัพท์ที่มาจากภาษากรีก คือคำว่า graphein ที่แปลว่า "การเขียน"และคำว่า "graffiti" โดยตัวของมันเองเป็นคำพหูพจน์ของคำว่า"graffito" ในภาษาอิตาเลียน
จากหนังสือ Freight Train Graffiti ให้คำนิยาม ว่า "กราฟฟิตีถือเป็นวัฒนธรรมนอกกระแสที่เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของความเป็น ขบถ ราวกับว่ามันก่อให้เกิดความรู้สึกซาบซ่าน เป็นสุข เมื่อยามที่ศิลปินกราฟฟิตีได้ท้าทายต่ออำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามกีดกัน กำจัดกราฟฟิตีให้หมดไป"
กราฟฟิตีเริ่มต้นขึ้นในเมืองฟิลาเดลเฟียในช่วงทศวรรษที่ 60 สาเหตุการเกิดของกราฟฟิตีนั้น ในยุคสมัยที่การเหยียดสีผิวเป็นไปอย่างเข้มข้น พวกพี่มืดในอเมริกาต่างลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ในหลักของสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมืองขึ้นในปี ค.ศ. 1964 แต่ว่าคนผิวสีก็ยังตกอยู่ในสภาพคนชายขอบของสังคม ดังนั้นจึงได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ ทั้งเพลงบลูส์ แจ๊ซ และเร้กเก้ และอีกด้านหนึ่งของคนผิวสีที่ต้องเผชิญ หรือรวมทั้งชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนยากจน พวกเขาได้แสดงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ดิบหยาบ ประกาศให้เห็นถึงความ ขบถ ดังเช่น ดนตรี Rap ที่เต็มไปด้วยคำด่าทอสังคมอย่างไม่เกรงกลัว กราฟฟิตี และดนตรี Hip hop จึงถือกำเนิดมาในยุคสมัยนี้ และเหตุการณ์นี้ยังสามารถอธิบายได้ถึง สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่มีความไม่เสมอภาคกัน และกราฟฟิตีก็จะถูกมองว่าเป็น "การแสดงออกส่วนบุคคลที่เกิดจากความคับแค้นใจและต้องการอิสรภาพ" ด้วยครับ
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ถ้าพวกพี่มืดเห็นว่าศิลปะกราฟฟิตี รวมถึงดนตรีHip hop เป็นการระบายออกซึ่งอารมณ์ขุ่นมัว และเกลียดชังสังคมในจิตใจ นับตั้งแต่ความนิยมของกราฟฟิตีได้เริ่มขึ้นในปลายปี 60 การต่อต้านก็มีขึ้นทันทีกราฟฟิตีถูกมองว่าเป็นคำที่หมายถึงความเสียหาย เป็นสัญลักษณ์และความเสื่อมทรามของสังคม
มีคนกล่าวว่า "เราคิดว่ากราฟฟิตีเป็นการทำลายล้าง พวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นศิลปินและมีสิทธิเต็มที่ในการพูดเพื่อแสดงออกในความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นศิลปะอย่างเต็มที่กราฟฟิตีจะดูดีสำหรับพวกเขาและเพื่อน ๆ ของเขา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะมองดูมันทุกๆวัน เพราะมันรกลูกตา สกปรก ป่าเถื่อน และปราศจากรสนิยม
แต่หลังจากนั้นกราฟฟิตีก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น หลังจากถูกเหยียดหยามให้เป็นศิลปะที่มีคนพูดถึงน้อยที่สุด คำถามต่อมาก็คือ เป็นเพราะความรุนแรงของมันใช่ไหม และเนื่องมาจากการทำผิดกฎหมายบนท้องถนน หรือข้างๆรถไฟใช่หรือไม่ และถ้าศิลปะที่ว่านี้อยู่บนผืนผ้าใบบนกำแพง หรือมีการโฆษณาที่ถูกต้องสมเหตุสมผลหนุนหลังอยู่ล่ะ อะไรคือความแตกต่างระหว่าง "ศิลปะ" กับ"ศิลปะที่แสดงถึงความรุนแรงดังกล่าว"
ถ้าจะพูดอีกอย่างกราฟฟิตีได้รับการตีตราว่าเป็นเรื่องของการทำลาย และเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธจากสังคม แต่ถ้าโชคชะตาเล่นตลกให้มันไปอยู่ในโลกของงานศิลปะ เพื่อที่จะให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นล่ะ มีคนกล่าวไว้ว่า "มันเป็นอุบายที่จะเรียกกราฟฟิตีว่าเป็นศิลปะ ทั้งๆที่มันเกิดขึ้นนอกเหนือระบบของการกำเนิดงานศิลปะ ดังนั้นถ้าคุณเอางาน กราฟฟิตีไปแสดงในแกลลอรี่ มันก็ไม่ต่างไปจากการเอาสัตว์ไปใส่ไว้ในกรงขัง"
มีนักเขียนหรือ writer บางคนกล่าวว่า "มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับให้งานเขียนไปติดตั้งบนพื้นผนังสีขาวในแกลลอรี่ เพราะว่านั่นมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าไปแล้ว สังคมให้การยอมรับมันในรูปแบบนี้ งานกราฟฟิตีจึงถูกนำเข้าไปรวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลลอรี่ และทำให้มันขาดจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเองไป"
"กราฟฟิตีเป็นสิ่งที่มีความหมายและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกนำไปเป็นสินค้า" แต่ในแวดวงศิลปะก็มีข้อโต้แย้งเช่นกัน พิจารณาจากสังคมที่เราได้อาศัยอยู่ มันถูกจับตามองว่า กราฟฟิตีสามารถขายได้ในโดยบางวิธี นั่นคือจัดระบบการตลาดให้กับสินค้าประเภทนี้ ยังมีคนกล่าวอีกว่า "กราฟฟิตีเป็นผลผลิตของความบาปจากเหล่าซาตาน (ความยากจน) แต่พระผู้เป็นเจ้า (ทุนนิยม) กำลังนำมันไปใช้ และเปลี่ยนมันให้เป็นบุญ"
นักเขียนบางคนได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโฆษณา เกาะเกี่ยวไปยังพื้นที่ ๆ ได้ถูกจัดสรรค์ไว้ให้ "ศิลปะดิบ ๆ ของพวกผู้ก่อการร้าย" เป็นคำนิยามใหม่ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง "ความถูกต้องตามกฎหมายในโลกของโฆษณา" และ"เรื่องที่ผิดกฎหมายในโลกของกราฟฟิตี"
ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องขอยกความดีความชอบให้กับคุณพี่ "ทากิ" ไรเตอร์ชื่อดัง ที่เป็นผู้ริเริ่มมือบอน เอ๊ย..ไม่ใช่ เป็นผู้เริ่มศิลปะบนกำแพงในปี ค.ศ. 1969 จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคสมัยของเหล่าไรเตอร์หรือนักเขียนกราฟฟิตีโดยแท้จริง เมื่อคำว่า TAKI 183 ของเขา ได้รับการสัมภาษณ์และเปิดเผย ตีพิมพ์ภาพลายเซ็นของเขาในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สคำว่า TAKI 183 ที่เขาเขียนปรากฏให้เห็นทั้งในรถไฟใต้ดินและสถานที่สำคัญอย่างบรอดเวย์ สนามบินเคนเนดี รวมทั้งที่ต่าง ๆ ทั้งในนิวเจอร์ซีย์ คอนเนตทิคัตและสถานที่อื่น ๆ ทั่วนิวยอร์ก
 
 
ทุกวันนี้กราฟฟิตีพัฒนากลายเป็นแฟชั่นที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ทั้งลวดลายแท็กที่พบตามเสื้อผ้าแนวสตรีตอาร์ตไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบไปจนถึงมิวสิกวิดีโอโดยศิลปิน Hip Hop ในเอ็มทีวี ซึ่งมักมีภาพกราฟฟิตีปรากฏเป็นแบ็กกราวด์
ทีนี้เราจะมาชมกันครับ ว่างานกราฟฟิตีแบ่งประเภทเป็นอย่างไรบ้าง


"Tag" คือการเซ็นลายเซ็นหรือนามแฝงของแต่ละคนโดยสเปรย์กระป๋อง หรือ ปากกา ส่วนมากใช้สีเดียว บางคนอาจพ่นเป็นตัวอักษรธรรมดา ขณะที่บางคนดีไซน์ให้เป็นตัวอักษรที่เกาะเกี่ยวกันจนอ่านไม่ออก เน้นให้ดูแปลกและสะดุดตา



"Throw-ups" คือการเขียนเร็ว ๆ ด้วยสีพื้นฐาน จำนวนน้อยสีนิยมใช้สีขาวดำ แสดงให้เห็นเส้นสายที่รวดเร็ว เป็นการเขียนตัวอักษรน้อยตัว มีเส้นตัดขอบเพื่อให้ดูมีมิติ ไม่เน้นความสวยงาม เพราะต้องทำแข่งกับเวลา
 
 

"Fill-in" หรือ "Piece" คือ "Throw-ups" ที่ซับซ้อนขึ้น เป็นผลงานของไรเตอร์คนเดียว เป็นการพ่นสีสเปรย์ให้เป็นภาพหรือตัวอักษรที่สวยงาม ใช้เวลานานในการสร้างสรรค์ เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์



"Block" หรือ "Bubble" การเขียน Tag ที่ดูมีมิติมากขึ้น ใช้สีประมาณ 3 สี หรือมากกว่านั้น


 

"Wild style" หรือ "Wicked style" เป็นสไตล์ที่ซับซ้อนขึ้น มีการเกาะเกี่ยวกันของตัวหนังสือ ลักษณะการเขียนประเภทนี้จะอ่านค่อนข้างยาก เพื่อแสดงความเหนือชั้นของการดีไซน์
 
 

"Blockbuster" คือ "Fill-in" งานเขียนที่ตั้งใจเขียนทั้งผนัง
 
 

"Character" คือการพ่นเป็นรูปคน หรือ คาแร็กเตอร์ต่าง ๆ ไม่วาจะเป็นตัวการ์ตูน หรือเป็นภาพเสมือนจริงของดารานักร้องในดวงใจ หรืออาจเป็นตัวการ์ตูนที่ไรเตอร์ออกแบบเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของไรเตอร์คนนั้น ๆ


"Production" คือ การรวมกราฟฟิตีทุกรูปแบบไว้ด้วยกัน เกิดจากการรวมที่ไรเตอร์หลายคนหรือหลายกลุ่มนัดกันสร้างผลงานร่วมกัน โดยมีธีมไปในทิศทางเดียวกันหรือสอดคล้องกัน เช่น นัดกันพ่นคาแร็กเตอร์ประจำตัวของไรเตอร์แต่ละคนหรือพ่นชื่อกลุ่ม ชื่อตัวเอง หรือเปล่าไรเตอร์อาจร่วมกันกำหนดวาระต่าง ๆ ขึ้นเอง





รองเท้าทั้งสองแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นงานกราฟฟิตี้ในสไตล์"Production" ได้เหมือนกัน

Graffiti

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

SKETCH Drawing

            ช่วงนี้หายไปนาน เพราะงานเยอะเหลือเกิน ยิ่งช่วงงานมากๆ เราก็ต้องหาเวลาผ่อนคลาย หากิจกรรมผ่อนคลายสมอง แน่นอนนั่นคือ การวาดรูป ยิ่งวาดรูปพร้อมกับฟังเพลงไปด้วย เพิ่มอารมณ์สุนทรีย์ มันเพลิดเพลินจริงๆ เราลองเอาภาพวาดเก่าๆมาลองให้ดู
              จริงๆการวาดรูป อย่าไปห่วงว่าผลมันจะเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่มักจะกังวลว่ารูปจะสวยไหม กลัวงานออกมาไม่ดี ลองวาดไปตามอารมณ์ ปล่อยให้สมองจินตนาการไปเรื่อยๆ เป็นการสร้างความสุขง่ายๆ ที่สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพียงมีสมุด1เล่ม ดินสอหรือปากกาอีก 1 แท่ง พยายามอย่าใช้ยางลบ
SKETCH BOOKS

รูปวาดตามจินตนาการ แรงบันดาลใจมาจาก Le Corbusier
ใช้สีไม้

Flowers ใช้สีไม้ร่างและระบาย

ผลไม้ ใช้สีไม้ร่างและระบาย

วาดคนแบบไม่ยกปากกา ระบายด้วยสีไม้

จริงชอบวาดแนวนี้ แต่ส่วนใหญ่จะบอกดูไม่รู้เรื่อง
                 การวาดภาพลากเส้นไม่ยกปากกา หรือวาดแบบ abstract เป็นการวาดที่สมองกับมือทำงานประสานเชื่อมถึงกัน เป็นการสร้างสมาธิ จริงๆมีภาพแบบนี้เยอะมาก ถ้าเรามองภาพโดยไม่ต้องใช้เหตุผลมาก เราจะเข้าใจ ลองวาดดูโดยไม่คิดถึงเหตุผล มันเพลิน

นี่คือภาพคนนะ วาดด้วยหมึกซึมแล้วระบายสีไม้

ภาพแนวนี้เยอะจริงๆด้วย เป็นภาพพี่น้องข้าพเจ้าเอง เราอยู่
ตรงกลางคนที่มีสีเหลือง แดง ดำ เทคนิคหมึกซึม และสีไม้
ไม่ใช้ยางลบ

Perspective บ้าง ใช้หมึกซึมและสีไม้

คนๆ วาดจากนางแบบ Gemma Ward แต่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่
ใช้หมึกซึมและสีไม้เช่นเดิม

Graphic วาดตอนช่วงนำ้ท่วม ใช้หมึกซึม ปากกาเมจิกสี และสีไม้

Graphic

สมุดsketch

sketch ต้นไม้ ใช้หมึกซึมและสีไม้

graphic ใช้หมึกซึมเบอร์ 03 และ0.5

วาดจากนางแบบในนิตยสารขวัญเรือน

ภาพนางแบบแฟชั่น ใช้ปากกาลูกลื่นสีนำ้เงิน และสีไม้

ใช้ปากกาลูกลื่น และสีไม้

My Sketch
 หนังสือที่อยากแนะนำในการวาดรูป "สเก็ตช์อย่างไร ชนะใจลูกค้า" เขียนโดย โนริโยชิ ฮาเซงาว่า ภายในเป็นภาพสีทั้งเล่ม บอกขั้นตอน เคล็ดลับละเอียดมาก แต่ราคาแพงซักหน่อย เล่มละ 495บาท ภายในจะบอกถึงเคล็ดลับในการใช้อุปกรณ์ในการวาด ตั้งแต่สีไม้ สีชอกล์ ดินสอขี้ผึ้ง ปากกาหัวสักหลาด ฯลฯ


หนังสือ  "สเก็ตช์อย่างไร ชนะใจลูกค้า"


เนื้อหาภายในเล่ม

สมุดเลกเชอร์ที่มีทุกวิชา สภาพหน้าปกเยินมาก
              สมุดสีเหลืองนอกจากจดเลกเชอร์ทุกวิชาแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมภาพวาดเวลานั่งฟังเบื่อๆ(นิสัยดีมาก) พอได้วาดๆขีดๆเขียนๆลงไปบ้าง มันแก้ง่วงได้ดีมาก

วาดขณะรอตรวจแบบถาปัตย์ไทย

วาดขณะนั่งฟังเลกเชอร์

ขณะนั่งอยู่สตูดิโอ

ขณะนั่งอยู่สตูดิโอ
สุดท้ายอยากให้ลองไปวาดรูปกันดู หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เราชอบทำเรื่อยๆ ไม่แน่สิ่งที่เราทำอาจกลายเป็นความสำเร็จในวันข้างหน้าก็ได้