วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

Graffiti ศิลปะการปลดปล่อยทางอารมณ์


Graffiti การปลดปล่อยทางอารมณ์
 
สืบเนื่องจากเมื่อคราวที่แล้วผมได้พาไปดูงานสตรีทอาร์ตเจ๋งๆ มาแล้ว คำถามคือมีหลายๆคนเหมือนกันที่ยังไม่รู้จักกับสตรีทอาร์ต สำหรับ ก้าว…รอ…ก้าว ฉบับนี้ผมจะแนะนำศิลปะข้างถนนที่เป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตให้รู้จักกัน นั่นก็คือ “Graffiti” ครับ
หากพูดถึง “Graffiti” ใครหลายคนอาจจะร้องยี้ เพราะงาน “Graffiti”นั้นไม่ใช่ศิลปะที่มีกลุ่มคนชั้นสูงให้ความยอมรับซักเท่าไหร่นัก บางคนอาจจะมองว่าเป็นศิลปะขยะ เป็นศิลปะที่ไว้สำหรับปลดปล่อยอารมณ์ของพวกวัยรุ่นขี้ยาเท่านั้น แต่สำหรับพวก Writer (นักเขียน) หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้สรรค์สร้างศิลปะบนผืนกำแพง บนท้องถนน บนรถเมล์ รถไฟ หรือที่ไหนๆ ก็ตามบนท้องถนน“Graffiti” ที่พวกเขารู้จักนั้น มันเป็นมากกว่าศิลปะครับ
เรามาค่อยๆ ทำความรู้จักกันนะครับ ว่า “Graffiti” คืออะไร สำหรับคำว่า “Graffiti” นั้นหมายถึง "ภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนหรือการขูดขีดไปบนผนัง" เป็นศัพท์ที่มาจากภาษากรีก คือคำว่า graphein ที่แปลว่า "การเขียน"และคำว่า "graffiti" โดยตัวของมันเองเป็นคำพหูพจน์ของคำว่า"graffito" ในภาษาอิตาเลียน
จากหนังสือ Freight Train Graffiti ให้คำนิยาม ว่า "กราฟฟิตีถือเป็นวัฒนธรรมนอกกระแสที่เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของความเป็น ขบถ ราวกับว่ามันก่อให้เกิดความรู้สึกซาบซ่าน เป็นสุข เมื่อยามที่ศิลปินกราฟฟิตีได้ท้าทายต่ออำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามกีดกัน กำจัดกราฟฟิตีให้หมดไป"
กราฟฟิตีเริ่มต้นขึ้นในเมืองฟิลาเดลเฟียในช่วงทศวรรษที่ 60 สาเหตุการเกิดของกราฟฟิตีนั้น ในยุคสมัยที่การเหยียดสีผิวเป็นไปอย่างเข้มข้น พวกพี่มืดในอเมริกาต่างลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ในหลักของสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมืองขึ้นในปี ค.ศ. 1964 แต่ว่าคนผิวสีก็ยังตกอยู่ในสภาพคนชายขอบของสังคม ดังนั้นจึงได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ ทั้งเพลงบลูส์ แจ๊ซ และเร้กเก้ และอีกด้านหนึ่งของคนผิวสีที่ต้องเผชิญ หรือรวมทั้งชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนยากจน พวกเขาได้แสดงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ดิบหยาบ ประกาศให้เห็นถึงความ ขบถ ดังเช่น ดนตรี Rap ที่เต็มไปด้วยคำด่าทอสังคมอย่างไม่เกรงกลัว กราฟฟิตี และดนตรี Hip hop จึงถือกำเนิดมาในยุคสมัยนี้ และเหตุการณ์นี้ยังสามารถอธิบายได้ถึง สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่มีความไม่เสมอภาคกัน และกราฟฟิตีก็จะถูกมองว่าเป็น "การแสดงออกส่วนบุคคลที่เกิดจากความคับแค้นใจและต้องการอิสรภาพ" ด้วยครับ
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ถ้าพวกพี่มืดเห็นว่าศิลปะกราฟฟิตี รวมถึงดนตรีHip hop เป็นการระบายออกซึ่งอารมณ์ขุ่นมัว และเกลียดชังสังคมในจิตใจ นับตั้งแต่ความนิยมของกราฟฟิตีได้เริ่มขึ้นในปลายปี 60 การต่อต้านก็มีขึ้นทันทีกราฟฟิตีถูกมองว่าเป็นคำที่หมายถึงความเสียหาย เป็นสัญลักษณ์และความเสื่อมทรามของสังคม
มีคนกล่าวว่า "เราคิดว่ากราฟฟิตีเป็นการทำลายล้าง พวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นศิลปินและมีสิทธิเต็มที่ในการพูดเพื่อแสดงออกในความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นศิลปะอย่างเต็มที่กราฟฟิตีจะดูดีสำหรับพวกเขาและเพื่อน ๆ ของเขา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะมองดูมันทุกๆวัน เพราะมันรกลูกตา สกปรก ป่าเถื่อน และปราศจากรสนิยม
แต่หลังจากนั้นกราฟฟิตีก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น หลังจากถูกเหยียดหยามให้เป็นศิลปะที่มีคนพูดถึงน้อยที่สุด คำถามต่อมาก็คือ เป็นเพราะความรุนแรงของมันใช่ไหม และเนื่องมาจากการทำผิดกฎหมายบนท้องถนน หรือข้างๆรถไฟใช่หรือไม่ และถ้าศิลปะที่ว่านี้อยู่บนผืนผ้าใบบนกำแพง หรือมีการโฆษณาที่ถูกต้องสมเหตุสมผลหนุนหลังอยู่ล่ะ อะไรคือความแตกต่างระหว่าง "ศิลปะ" กับ"ศิลปะที่แสดงถึงความรุนแรงดังกล่าว"
ถ้าจะพูดอีกอย่างกราฟฟิตีได้รับการตีตราว่าเป็นเรื่องของการทำลาย และเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธจากสังคม แต่ถ้าโชคชะตาเล่นตลกให้มันไปอยู่ในโลกของงานศิลปะ เพื่อที่จะให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นล่ะ มีคนกล่าวไว้ว่า "มันเป็นอุบายที่จะเรียกกราฟฟิตีว่าเป็นศิลปะ ทั้งๆที่มันเกิดขึ้นนอกเหนือระบบของการกำเนิดงานศิลปะ ดังนั้นถ้าคุณเอางาน กราฟฟิตีไปแสดงในแกลลอรี่ มันก็ไม่ต่างไปจากการเอาสัตว์ไปใส่ไว้ในกรงขัง"
มีนักเขียนหรือ writer บางคนกล่าวว่า "มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับให้งานเขียนไปติดตั้งบนพื้นผนังสีขาวในแกลลอรี่ เพราะว่านั่นมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าไปแล้ว สังคมให้การยอมรับมันในรูปแบบนี้ งานกราฟฟิตีจึงถูกนำเข้าไปรวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลลอรี่ และทำให้มันขาดจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเองไป"
"กราฟฟิตีเป็นสิ่งที่มีความหมายและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกนำไปเป็นสินค้า" แต่ในแวดวงศิลปะก็มีข้อโต้แย้งเช่นกัน พิจารณาจากสังคมที่เราได้อาศัยอยู่ มันถูกจับตามองว่า กราฟฟิตีสามารถขายได้ในโดยบางวิธี นั่นคือจัดระบบการตลาดให้กับสินค้าประเภทนี้ ยังมีคนกล่าวอีกว่า "กราฟฟิตีเป็นผลผลิตของความบาปจากเหล่าซาตาน (ความยากจน) แต่พระผู้เป็นเจ้า (ทุนนิยม) กำลังนำมันไปใช้ และเปลี่ยนมันให้เป็นบุญ"
นักเขียนบางคนได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโฆษณา เกาะเกี่ยวไปยังพื้นที่ ๆ ได้ถูกจัดสรรค์ไว้ให้ "ศิลปะดิบ ๆ ของพวกผู้ก่อการร้าย" เป็นคำนิยามใหม่ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง "ความถูกต้องตามกฎหมายในโลกของโฆษณา" และ"เรื่องที่ผิดกฎหมายในโลกของกราฟฟิตี"
ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องขอยกความดีความชอบให้กับคุณพี่ "ทากิ" ไรเตอร์ชื่อดัง ที่เป็นผู้ริเริ่มมือบอน เอ๊ย..ไม่ใช่ เป็นผู้เริ่มศิลปะบนกำแพงในปี ค.ศ. 1969 จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคสมัยของเหล่าไรเตอร์หรือนักเขียนกราฟฟิตีโดยแท้จริง เมื่อคำว่า TAKI 183 ของเขา ได้รับการสัมภาษณ์และเปิดเผย ตีพิมพ์ภาพลายเซ็นของเขาในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สคำว่า TAKI 183 ที่เขาเขียนปรากฏให้เห็นทั้งในรถไฟใต้ดินและสถานที่สำคัญอย่างบรอดเวย์ สนามบินเคนเนดี รวมทั้งที่ต่าง ๆ ทั้งในนิวเจอร์ซีย์ คอนเนตทิคัตและสถานที่อื่น ๆ ทั่วนิวยอร์ก
 
 
ทุกวันนี้กราฟฟิตีพัฒนากลายเป็นแฟชั่นที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ทั้งลวดลายแท็กที่พบตามเสื้อผ้าแนวสตรีตอาร์ตไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบไปจนถึงมิวสิกวิดีโอโดยศิลปิน Hip Hop ในเอ็มทีวี ซึ่งมักมีภาพกราฟฟิตีปรากฏเป็นแบ็กกราวด์
ทีนี้เราจะมาชมกันครับ ว่างานกราฟฟิตีแบ่งประเภทเป็นอย่างไรบ้าง


"Tag" คือการเซ็นลายเซ็นหรือนามแฝงของแต่ละคนโดยสเปรย์กระป๋อง หรือ ปากกา ส่วนมากใช้สีเดียว บางคนอาจพ่นเป็นตัวอักษรธรรมดา ขณะที่บางคนดีไซน์ให้เป็นตัวอักษรที่เกาะเกี่ยวกันจนอ่านไม่ออก เน้นให้ดูแปลกและสะดุดตา



"Throw-ups" คือการเขียนเร็ว ๆ ด้วยสีพื้นฐาน จำนวนน้อยสีนิยมใช้สีขาวดำ แสดงให้เห็นเส้นสายที่รวดเร็ว เป็นการเขียนตัวอักษรน้อยตัว มีเส้นตัดขอบเพื่อให้ดูมีมิติ ไม่เน้นความสวยงาม เพราะต้องทำแข่งกับเวลา
 
 

"Fill-in" หรือ "Piece" คือ "Throw-ups" ที่ซับซ้อนขึ้น เป็นผลงานของไรเตอร์คนเดียว เป็นการพ่นสีสเปรย์ให้เป็นภาพหรือตัวอักษรที่สวยงาม ใช้เวลานานในการสร้างสรรค์ เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์



"Block" หรือ "Bubble" การเขียน Tag ที่ดูมีมิติมากขึ้น ใช้สีประมาณ 3 สี หรือมากกว่านั้น


 

"Wild style" หรือ "Wicked style" เป็นสไตล์ที่ซับซ้อนขึ้น มีการเกาะเกี่ยวกันของตัวหนังสือ ลักษณะการเขียนประเภทนี้จะอ่านค่อนข้างยาก เพื่อแสดงความเหนือชั้นของการดีไซน์
 
 

"Blockbuster" คือ "Fill-in" งานเขียนที่ตั้งใจเขียนทั้งผนัง
 
 

"Character" คือการพ่นเป็นรูปคน หรือ คาแร็กเตอร์ต่าง ๆ ไม่วาจะเป็นตัวการ์ตูน หรือเป็นภาพเสมือนจริงของดารานักร้องในดวงใจ หรืออาจเป็นตัวการ์ตูนที่ไรเตอร์ออกแบบเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของไรเตอร์คนนั้น ๆ


"Production" คือ การรวมกราฟฟิตีทุกรูปแบบไว้ด้วยกัน เกิดจากการรวมที่ไรเตอร์หลายคนหรือหลายกลุ่มนัดกันสร้างผลงานร่วมกัน โดยมีธีมไปในทิศทางเดียวกันหรือสอดคล้องกัน เช่น นัดกันพ่นคาแร็กเตอร์ประจำตัวของไรเตอร์แต่ละคนหรือพ่นชื่อกลุ่ม ชื่อตัวเอง หรือเปล่าไรเตอร์อาจร่วมกันกำหนดวาระต่าง ๆ ขึ้นเอง





รองเท้าทั้งสองแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นงานกราฟฟิตี้ในสไตล์"Production" ได้เหมือนกัน

Graffiti

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

SKETCH Drawing

            ช่วงนี้หายไปนาน เพราะงานเยอะเหลือเกิน ยิ่งช่วงงานมากๆ เราก็ต้องหาเวลาผ่อนคลาย หากิจกรรมผ่อนคลายสมอง แน่นอนนั่นคือ การวาดรูป ยิ่งวาดรูปพร้อมกับฟังเพลงไปด้วย เพิ่มอารมณ์สุนทรีย์ มันเพลิดเพลินจริงๆ เราลองเอาภาพวาดเก่าๆมาลองให้ดู
              จริงๆการวาดรูป อย่าไปห่วงว่าผลมันจะเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่มักจะกังวลว่ารูปจะสวยไหม กลัวงานออกมาไม่ดี ลองวาดไปตามอารมณ์ ปล่อยให้สมองจินตนาการไปเรื่อยๆ เป็นการสร้างความสุขง่ายๆ ที่สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพียงมีสมุด1เล่ม ดินสอหรือปากกาอีก 1 แท่ง พยายามอย่าใช้ยางลบ
SKETCH BOOKS

รูปวาดตามจินตนาการ แรงบันดาลใจมาจาก Le Corbusier
ใช้สีไม้

Flowers ใช้สีไม้ร่างและระบาย

ผลไม้ ใช้สีไม้ร่างและระบาย

วาดคนแบบไม่ยกปากกา ระบายด้วยสีไม้

จริงชอบวาดแนวนี้ แต่ส่วนใหญ่จะบอกดูไม่รู้เรื่อง
                 การวาดภาพลากเส้นไม่ยกปากกา หรือวาดแบบ abstract เป็นการวาดที่สมองกับมือทำงานประสานเชื่อมถึงกัน เป็นการสร้างสมาธิ จริงๆมีภาพแบบนี้เยอะมาก ถ้าเรามองภาพโดยไม่ต้องใช้เหตุผลมาก เราจะเข้าใจ ลองวาดดูโดยไม่คิดถึงเหตุผล มันเพลิน

นี่คือภาพคนนะ วาดด้วยหมึกซึมแล้วระบายสีไม้

ภาพแนวนี้เยอะจริงๆด้วย เป็นภาพพี่น้องข้าพเจ้าเอง เราอยู่
ตรงกลางคนที่มีสีเหลือง แดง ดำ เทคนิคหมึกซึม และสีไม้
ไม่ใช้ยางลบ

Perspective บ้าง ใช้หมึกซึมและสีไม้

คนๆ วาดจากนางแบบ Gemma Ward แต่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่
ใช้หมึกซึมและสีไม้เช่นเดิม

Graphic วาดตอนช่วงนำ้ท่วม ใช้หมึกซึม ปากกาเมจิกสี และสีไม้

Graphic

สมุดsketch

sketch ต้นไม้ ใช้หมึกซึมและสีไม้

graphic ใช้หมึกซึมเบอร์ 03 และ0.5

วาดจากนางแบบในนิตยสารขวัญเรือน

ภาพนางแบบแฟชั่น ใช้ปากกาลูกลื่นสีนำ้เงิน และสีไม้

ใช้ปากกาลูกลื่น และสีไม้

My Sketch
 หนังสือที่อยากแนะนำในการวาดรูป "สเก็ตช์อย่างไร ชนะใจลูกค้า" เขียนโดย โนริโยชิ ฮาเซงาว่า ภายในเป็นภาพสีทั้งเล่ม บอกขั้นตอน เคล็ดลับละเอียดมาก แต่ราคาแพงซักหน่อย เล่มละ 495บาท ภายในจะบอกถึงเคล็ดลับในการใช้อุปกรณ์ในการวาด ตั้งแต่สีไม้ สีชอกล์ ดินสอขี้ผึ้ง ปากกาหัวสักหลาด ฯลฯ


หนังสือ  "สเก็ตช์อย่างไร ชนะใจลูกค้า"


เนื้อหาภายในเล่ม

สมุดเลกเชอร์ที่มีทุกวิชา สภาพหน้าปกเยินมาก
              สมุดสีเหลืองนอกจากจดเลกเชอร์ทุกวิชาแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมภาพวาดเวลานั่งฟังเบื่อๆ(นิสัยดีมาก) พอได้วาดๆขีดๆเขียนๆลงไปบ้าง มันแก้ง่วงได้ดีมาก

วาดขณะรอตรวจแบบถาปัตย์ไทย

วาดขณะนั่งฟังเลกเชอร์

ขณะนั่งอยู่สตูดิโอ

ขณะนั่งอยู่สตูดิโอ
สุดท้ายอยากให้ลองไปวาดรูปกันดู หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เราชอบทำเรื่อยๆ ไม่แน่สิ่งที่เราทำอาจกลายเป็นความสำเร็จในวันข้างหน้าก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

การออกแบบกราฟิก (Graphic Design)

การออกแบบกราฟิก (Graphic Design)
       งานกราฟิกเป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทยิ่งต่อการออกแบบและกระบวนการผลิตสื่อ โดยเฉพาะสื่อที่ต้องการการสัมผัสรับรู้ด้วยตา (Visual Communication Design) ได้แก่ หนังสือ นิตยสารวารสาร แผ่นป้ายโฆษณา บรรจุภัณฑ์ แผ่นพับ แผ่นปลิว โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เว็บไซต์ ฯลฯ นักออกแบบจะใช้วิธีการทางศิลปะและ หลักการทางการออกแบบร่วมกันสร้างสรรค์รูปแบบสื่อเพื่อให้เกิดศักยภาพ สูงสุดในการที่จะเป็นตัวกลางของกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้ส่งสารและ ผู้รับสาร นักออกแบบกราฟิกจะต้องค้นหา รวบรวมข้อมูลต่างๆ ขบคิดแนวทางและวาง รูปแบบที่ดีที่สุดในอันที่จะทำให้สื่อนั้นสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้เกิดการรับรู้ยอมรับ และมีทัศนคติที่ดีต่อการตอบสนองสื่อที่มองเห็น (Visual Message)
            วิธีการออกแบบ และวิธีแก้ปัญหาการออกแบบโดยการนำเอารูปภาพประกอบ (Illustration) ภาพถ่าย (Photography) สัญลักษณ์ (Symbol) รูปแบบและขนาดของตัวอักษร (Typography) มาจัดวางเพื่อให้เกิดการนำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจน เกิดผลดีต่อกระบวนการ สื่อความหมาย และแสดงคุณค่าทางการออกแบบอย่างตรงไปตรงมา งานออกแบบกราฟิก จึงมีลักษณะเฉพาะซึ่งมีวิธีการและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากงาน วิจิตรศิลป์ (Fine Arts) แต่ในบางกรณีผู้ออกแบบก็อาจจะสอดแทรกงานศิลปะแท้ๆ (Pure Arts) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบกราฟิกเพื่อใช้สำหรับกระบวนการสื่อสาร การเรียนรู้ การตลาด การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งอาจรวมกันเรียกว่า เป็นงานประยุกต์ศิลป์ (Apply Arts) ถ้าเป็นงานที่มีลักษณะเน้นหนักไปทางด้านธุรกิจ การพาณิชย์ ก็จะเรียกว่าเป็นงานออกแบบพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Arts) และถ้าเป็น การเน้นวัตถุประสงค์ในแง่ของการสร่างสรรค์สื่อเพื่อการสื่อความหมายก็จะ รวมเรียกว่าเป็นงานออกแบบทัศนสื่อสาร (Visual Communication Design)

ความหมายของการออกแบบกราฟิก (Definition of Graphic Design)         ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “กราฟิก” ไว้อยู่หลายความหมายด้วยกัน ในสมัยโบราณหมายความถึง ภาพลายเส้นหรือภาพที่เกิดจากการวัด จากการขีดเขียนที่แสดงด้วยตารางหรือแผนภาพ การวาดเขียนการระบายสี การสร้างงานศิลปะบนพื้นระนาบ หรืออาจกล่าวอีกนักหนึ่งว่างานกราฟิกหมายถึงกระบวนการออกแบบต่างๆ ในสิ่งที่เป็นวัสดุ 2 มิติ คือมีความกว้างและความยาวเท่านั้น เช่น งานออกแบบบ้านของสถาปนิกในการเขียนแบบ ตัวภาพและรายละเอียดบนแปลนบ้านเรียกว่าเป็นงานกราฟิกการเขียนภาพเหมือนจริง ของจิตรกร การออกแบบภาพโฆษณาของนักออกแบบ การออกแบบฉลาก หรือลวดลายหรือภาพประกอบ หรือตัวอักษรที่ปรากฏบนฉลากสินค้า บนตัวสินค้าหรือบนภาชนะบรรจุสินค้า ฯลฯ เหล่านี้จัดว่าเป็นงานกราฟิกทั้งสิ้น
         คำว่าการออกแบบ (Design) ก็มีความหมายเป็นหลายนัยเช่นกัน จากรายศัพท์ลาตินคำว่า Design ซึ่งมาจาก Designare หมายถึงกำหนดออกมา กะหรือขีดหมายไว้ เป้าหมายที่จะแสดงออกซึ่งหมายถึงสิ่งที่อยู่ในอำนาจความคิด (Conscious) อันอาจเป็นโครงการ รูปแบบหรือแผนผังที่ศิลปินกำหนดขึ้นด้วยการจัดท่าทางถ้อยคำ เส้น สี รูปแบบ โครงสร้างและวัสดุต่างๆ โดยใช้หลักเกณฑ์ทางความงามหรือสุนทรียภาพ (Aesthetic Principle) ประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์ขึ้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุด ไปจนสิ่งที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนเต็มที่

บรรทัดฐานในการออกแบบ
......1. การตอบสนองประโยชน์ใช้สอย (Function) เป็นข้อสำคัญมากในการออกแบบทั้งหมด ในงานออกแบบ กราฟิกนั้น ประโยชน์ใช้สอยมีอิทธิพลกับงานที่เราออกแบบ เช่น งานออกแบบหนังสือ ต้องอ่านง่าย ตัวหนังสือชัดเจนไม่วาง เกะกะ กันไปซะหมด หรืองานออกแบบเว็บไซต์ถึงจะสวยอย่างไร แต่ถ้าโหลดช้าทำให้ผู้ใช้งานต้องรอนาน ก็ไม่นับว่าเป็นงาน ออกแบบเว็บไซต์ที่ดี หรืองานออกแบบซีดีรอม ถ้าปุ่มที่มีไว้สำหรับกดไปยังส่วนต่าง ๆ ของเนื้อหานั้นวางเรียงอย่าง กระจัดกระจาย ทุกครั้งที่ผ้าใช้งานจะใช้ก็ต้องกวาดตามองหาอยู่ตลอด อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการออกแบบที่ไม่สนอง ต่อประโยชน์ใช้สอย เป็นงานออกแบบไม่ดี ดังนั้นนักออกแบบจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ในการออกแบบเสมอ

......2. ความสวยงามพึงพอใจ (Aesthetic) ในงานที่มีประโยชน์ใช้สอยดีพอ ๆ กัน ความงามจะเป็นเกณฑ์ตัดสิน คุณค่าของงาน โดยเฉพาะงานออกแบบกราฟิก ซึ่งถือเป็นงานอกแบบที่มีประโยชน์ใช้สอยน้อยกว่างานออกแบบด้านอื่น อย่าง งานออกแบบผลิตภัณฑ์ งานออกแบบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ฯลฯ ความสวยงามจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีอิทธิพลในงาน ออกแบบกราฟิกอย่างมาก

......3. การสื่อความหมาย (Meaning ) เนื่องจากงานศิลปะนั้นจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันสื่อความหมายออกมาได้ งาน กราฟิกก็คืองานศิลปะเช่นกัน การสื่อความหมายจึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบขาดเสียไม่ได้ในการออกแบบ ต่อให้งานที่ได้สวยงาม อย่างไรแต่ไม่สามารถตอบโจทย์ของงานออกแบบ หรือสื่อสิ่งที่ผู้ออกแบบคิดเอาไว้ได้ งานกราฟิกนั้นก็จะมีคุณค่าลดน้อย ลงไป

มองอย่างไรให้เป็น : Be Graphic Eyes
           เรื่องของการมองภาพนั้นเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในสามัญสำนึก อยู่ในความรู้สึกหรือที่หลายคนมักเรียกกันว่าเซ็นส์ (Sense) ของเราอยู่แล้ว มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการรับรู้เรื่องความสวยงาม ถึงแม้จะไม่เหมือนกันทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่เหมือนกันคล้ายกันกับพื้นฐานในศิลปะที่ติดตัวทุก คนมาตั้งแต่เกิดเพียงแต่ว่าใครจะมีมากหรือน้อย ใครจะได้รับการฝึกฝนมากกว่ากันหรือใครจะดึงออกมาใช้งานได้มากกว่ากัน
          เราในฐานะผู้ออกแบบต้องก้าวข้ามพื้นฐานสามัญของมนุษย์นี้ออกมาเพราะการมอง ภาพสวยไม่สวยเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ และไม่สามารถทำให้เราออกแบบงานกราฟิกที่ดีได้ การมองภาพที่สามารถสร้างให้เราเป็นนักออกแบบกราฟิกได้นั้น จะต้องเป็นการมองเข้าไปในแก่นของภาพ ซึ่งมีเรื่องหลักอยู่2 เรื่องด้วยกัน คือ

 1. มองเข้าไปในความหมายของภาพ (Meaning) ที่นัก ออกแบบต้องการสื่อ

 2. มองลึกเข้าไปในรายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ (Element) ที่อยู่ภายในภาพ

           รวมทั้งมีความเข้าใจและคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ข้างต้น ให้เป็นแบบอย่างที่เก็บอยู่ในคลังสมองของเรา เพื่อนำกลับมาใช้ในการออกแบบในภายหลัง


ภาษาภาพ : Visual Language
          มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่มีความต้องการใช้ชีวิตอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นกลุ่มสังคม ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะหลีกหนีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน มนุษย์จึงมีการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างกัน และกัน
          ตัวภาษามีจุดสำคัญอยู่ที่การสื่อความหมายให้มีความเข้าใจตรงกัน เช่น เรามีภาษาพูดที่ใช้สื่อสารระหว่างกัน และเป็นภาษาที่เราเลือกใช้ได้ง่ายที่สุดแค่เปล่งเสียงออกมาเท่านั้น แต่ลองนึกภาพ ถ้าสมมติว่าเช้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมากลางกรุงเม็กซิโกเราจะพูดกับใคร พูดกันอย่างไร ...........
          ภาษาพูดจึงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะข้อจำกัดในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาพูดคนละภาษา (หลายคนอาจจะพูดว่าภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นสื่อกลางได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ส่ายหน้าปฎิเสธ) ภาษาพูดไม่สามารถทำให้คนสามารถเข้าใจได้ตรงกันทั่วโลก มนุษย์จึงใช้วิธีการสื่อสารระหว่างกันทางอื่นนั่นก็คือภาษาภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่า



การรับรู้ภาพ : Perception Image

           การรับรู้ภาพเกิดจากการมองเห็นด้วยตาเป็นด่านแรก ผ่านการประมวลผลจากสมองและจิตใจ เป็นการรับรู้และทำความเข้าใจ มีความหมายของใครของมัน และการรับรู้ของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการฝึกฝน การมองงานมาก ๆ การพยายามสร้างความ เข้าใจภาพเปรียบเหมือนเรายิ่งฝึกพูด ฝึกฟัง ภาษาอังกฤษบ่อย ๆ ก็จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษได้นั่นเองเราแบ่งภาพที่รับรู้ได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
     ภาพที่เราเห็น (Visual Image) ภาพที่เราเห็นคือ ภาพที่ผ่านสายตากระทบโสตประสาทของเรา
     ภาพที่เรานึกคิด (Conceptual Image)ภาพที่เรานึกคิดคือ ภาพที่ผ่านการมองเห็น ผ่านขบวนการประมวลผลจากสมองแล้วเลยนึกสร้างเป็นภาพอื่นตาม


  



















วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ภาพแนว เซอร์เรียว (Surrealism)


ภาพแนว เซอร์เรียว (Surrealism) 
ภาพวาดและภาพประกอบของ Pierre Mornet จะเป็นแนวเซอร์เรียว (Surrealism) ทำให้ภาพประกอบของ Mornet นั้นเป็นภาพวาดศิลปะดีๆ นี่เอง
โดยสไตล์งานของ Mornet จะเป็นภาพที่ดูนิ่งๆ แต่ก็ไม่แข็ง ตัวละครจะดูมีอารมณ์ชืดๆ เหมือนกำลังฝันอยู่ ทำให้ภาพของ Mornet นั้นเกินระดับที่จะนำมาเป็นภาพประกอบในหนังสือ ทำให้เป็นเหตุผลว่างาน Original ส่วนมากของเค้าถูกซื้อไปจัดแสดงใน Gallery Art มากมายทั่วโลก
Pierre Mornet เป็นสมาชิกของ Marlena Agency ซึ่งเป็นที่รวมศิลปินยอดฝีมือไว้มากมาย และยังเป็นที่เก็บภาพวาดต้นฉบับของศิลปินแต่ละคนเพื่อเป็นตัวแทนนำไปจัดแสดงยังหอศิลป์ต่างๆ อีกด้วย

♂ Dream Imagination Surrealism Surreal art Concept Art Writing Prompt: The Aerial Gas Station and Churro Stand    Gathering / Naoto Hattori\
Surreal Art Gallery        ♂ Dream imagination surrealism Surreal art man fly book in the sky paintings by Vladmir Kush man in grass field look at the sky
"Love is like playing the piano. First you must start with the rules then forget the rules and play from your heart."   ♂ Dream ✚ Imagination ✚ Surrealism surreal art Truck carries dreams
Surreal art: Narcissism    Surreal Art Sequence by Patricia Villanueva
♂ Dream imagination surrealism Surreal art Green City in the Sky     Surrealism Art modern artwork poster canvas art by Artistico, $29.00
Stephano Bonazzi Surreal Art via musetouch.net       ♂ Dream imagination surrealism surreal art Digital Surrealism by Marcel Caram
♂ Dream Imagination Surrealism surreal art underdress man with fish    Portrait art, mid century modern, surreal art, gift for her - Balloons. 7x9" Collage Paper Print